Thursday, December 17, 2009

ทำนองธรรม บทความ - ธรรมะท่านว.วชิรเมธี

ทำนองธรรม บทความ: "๑
มนุษย์์เกิดมาในโลกอย่างมีความหมาย
ไม่มีใครเกิดมาไร้ค่าหรือเกิดมาเพื่อจะถูกลืม
ยกเว้นคนที่พยายามจะทำให้คนอื่นลืมตนเอง
ไม้ทุกต้น หญ้าทุกชนิด
ก็เช่นเดียวกับน็อตทุกตัว
ที่ถูกผลิตมาเพื่อเหมาะสมกับภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง
ณ เวลาใดเวลาหนึ่งเสมอ


คนที่เข้าใจโลก
ถึงขั้นจะมองเห็นอะไรๆ ที่คนอื่นเขาเครียดกันเป็นเรื่องขำขันได้
จะมีอายุยืน
อยู่ในโลก แต่ไม่หลงโลก
อยู่ในโลกเพื่อเหยียบโลกเล่น ไม่ใช่แบกโลกไว้บนบ่า
คนอย่างนี้หายาก
แต่มีอยู่ที่ไหน คนอยู่ใกล้ก็มีความสุข


มีความจริงทั้งสองด้านรวมอยู่ในตัวมันเองเสมอ
ต่างแต่ว่าเราจะเลือกหยิบด้านใดขึ้นมาประยุกต์ใช้
ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่านั้น


คนที่คิดทางบวกเป็นคนที่โชคดีและได้กำไรเสมอ
ส่วนคนที่คิดในทางลบ
แม้เรื่องดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ก็ยังไม่รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์กับตน
วิธีคิดบ่งบอกอนาคต กำหนดชะตากรรม
เราคิดอย่างไรก็จะกลายเป็นคนอย่างนั้น
คิดบวก ชีวิตก็เป็นบวก คิดลบ ชีวิตก็ติดลบ


ที่ใดมีปัญหา ที่นั่นย่อมมีทางออก
ปัญหาและทางออกจึงเป็นเสมือนสองด้าน
ของเหรียญกษาปณ์อันเดียวกัน
เพียงมีสติรู้จักพลิกปัญหา
ก็จะพบว่ามีภูมิปัญญาอันเลิศล้ำ
รอให้ค้นพบอยู่อย่างท้าทาย


หากแอปเปิ้ลที่อยู่ในมือมันช้ำเพียงบางส่วน
แทนที่เธอจะโยนทิ้งไปทั้งหมด
เธอก็ควรจะเลือกเฉือนเอาด้านที่ช้ำนั้นออกเสีย
แล้วเลือกรับประทานส่วนที่ดี
เพียงแค่นี้เธอก็ได้ลิ้มโอชารสอันหอมหวาน มัน กรอบ อร่อย
ของแอปเปิ้ลลูกที่อยู่ในมือของเธอแล้ว


ความสุขหรือความทุกข์
บางครั้งอยู่ที่ 'ท่าที' ในการเผชิญของเราเป็นสำคัญ
ถ้า 'รู้เท่าทัน' สิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างมีสติ
ทุกข์อาจกลายเป็นสุข
ปัญหาอาจกลายเป็นปัญญา
วิกฤติอาจถูกแปรเป็นโอกาส


ชื่อเสียงที่แท้จริงซึ่งเกิดขึ้นจากความดีงามอันบริสุทธิ์
แม้ใครจะพยายามลบล้างให้มัวหมอง
แต่เมื่อมรสุมแห่งความเท็จผ่านพ้นไป
ก็จะกลับแวววาวพราวพรายขึ้นมาได้อีกเสมอ


หากป่วยกายอยู่แล้ว
อย่าให้ใจต้องมาป่วยซ้ำลงไปอีก
ถ้าป่วยกาย แต่ใจไม่ป่วย โอกาสหายป่วยย่อมมีมาก
แต่ถ้าป่วยกายด้วย ป่วยใจด้วย
บางทีโรคกายไม่ร้ายแรง
แต่ก็อาจทุกข์ทรมานเพราะโรคใจคอยแทรกซ้อน

๑๐
ขออย่าได้ท้อถอยในการที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่
คนเรายามที่เป็นปุถุชนก็มีโอกาสผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น
แต่คนโง่จะปล่อยให้ผิดพลาดแล้วผิดพลาดเลย
ส่วนคนที่มีปัญญาเมื่อรู้ว่าผิดพลาดไปแล้ว
จะรีบถอนตนออกมาอย่างทันท่วงที
แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่มี่ซ้ำรอยเดิม

๑๑
น้ำเน่าอาจระเหยกลายเป็นเม็ดฝนหล่อเลี้ยงผืนโลก
กรวดทรายต่ำต้อยอาจถูกหล่อหลอมเป็นศิลป์สถาปัตย์
ทรงคุณค่าระดับสากล
ข้าวเปลือกในนาอาจกลายเป็นกระยาหารของพระมหาจักรพรรดิ
ลูกกุลีอาจกลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน ฯลฯ

ขอเพียงมนุษย์ไม่ดูถูกตัวเอง
ตระหนักรู้ถึงศักยภาพพิเศษที่ซุกซ่อนอยู่ในตน
แล้วเพียรเจียระไนชีวิตให้แวววาวพราวพรายด้วยการศึกษาเรียนรู้
ซึมซับเก็บรับบทเรียนจากการงานและการใช้ชีวิตอย่างสุขุม
ก็ย่อมจะมีชีวิตที่คุ้มค่า สงบ ร่มเย็น
และเป็นสุขได้โดยไม่ยากเย็น

๑๒
มือของผู้ให้ อยู่สูงกว่ามือของผู้รับ
ชื่อของผู้ให้ น่าจดจำกว่าชื่อของผู้ขอ
เกียรติของผู้ให้
กรุ่นหอมอยู่เหนือกาลสมัย
ยิ่งกว่าเกียรติศักดิ์ของนักรบและปวงวีรบุรุษ

๑๓
การให้
แค่เพียงคิดจะทำ ใจก็ยังเป็นสุข
ครั้นได้ให้แล้ว จิตใจก็แช่มชื่นเบิกบาน
เมื่อวันเวลาผ่านไป
หวนกลับไปรำลึกถึงดวงหน้าอันเปี่ยมสุขของผู้รับ
ความปีติสุขก็ย้อนกลับมาทำให้หัวใจอิ่มเอม

๑๔
การให้
จึงเป็นความสุขแท้ทั้งเวลาก่อนให้
ขณะที่ให้
และหลังจากได้ให้ไปแล้ว

๑๕
การเสียสละ แบ่งปัน
เป็นทั้งความ 'สมาน'
คือ ความสามัคคีปรองดองระหว่างกันและกัน
และเป็นกุศโลบายในการสร้างความ 'เสมอ'
คือ ให้คนทุกคนมองเห็นหัวอกของคนอื่น

เมื่อมนุษย์รู้จักแบ่งปันแก่กันและกัน
อันมีพื้นฐานมาจากการมีอัชฌาศัยกว้างขวางเอื้ออารีเช่นนี้
ศานติภาพท่ามกลางความแตกต่าง ก็จะเกิดมีได้อย่างไม่ยากเย็นนัก"

:: ลานธรรมจักร :: :: อ่าน - ป่วยแต่ไม่ทุกข์ (ก็ยังได้) - (พระไพศาล วิสาโล)

:: ลานธรรมจักร :: :: อ่าน - ป่วยแต่ไม่ทุกข์ (ก็ยังได้) - (พระไพศาล วิสาโล): "ป่วยแต่ไม่ทุกข์ (ก็ยังได้)
โดย พระไพศาล วิสาโล


'ใจ เป็นนาย กายเป็นบ่าว' ภาษิตบทนี้คนไทยแต่ก่อนคุ้นเคยกันดี แต่คนสมัยนี้ชักจะลืมแล้ว ยิ่งกว่านั้นบางคนถึงกับค้านว่า ถ้าถูกตีหัว แล้วทำใจไม่ให้เจ็บจะได้ไหม

ถ้าตอบลอยๆ ว่า 'ได้' ก็ดูจะง่ายเกินไป คงไม่ค่อยมีใครเชื่อเท่าไร แต่ข่าวคราวเมื่อเร็วๆ นี้เป็นหลักฐานยืนยันว่า ความเจ็บนั้นอยู่ที่ใจเป็นสำคัญ ถ้าใจไม่สนใจความเจ็บ แผลที่กายก็ทำอะไรไม่ได้หรือทำได้น้อยมาก

ข่าวคราวที่ว่าไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับการทิ่มแทงตัวเองในประเพณีกินเจที่ภูเก็ต แต่เป็นเรื่องการทดลองรักษาผู้บาดเจ็บเพราะไฟไหม้ในต่างประเทศ เป็นที่รู้กันดีว่า ความน่ากลัวประการหนึ่งของแผลไฟไหม้ก็คือ ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อน ซึ่งสร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยมาก ทุกวันนี้ปัญหานี้ยังแก้ไม่ตก แม้จะผลิตยาระงับปวดมาหลายขนานแล้วก็ตาม ก็ไม่สามารถบรรเทาปวดได้อย่างชะงัด

แต่ไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่งลองใช้วิธีใหม่ แทนที่จะคิดค้นตัวยาที่ควบคุมแทรกแซงระบบประสาท หรือการส่งข้อมูลความเจ็บปวดไปที่สมอง เขาหันมาทำงานกับจิตของผู้ป่วย โดยเบี่ยงเบนความสนใจของผู้ป่วยไปยังภาพที่ทำให้รู้สึกเย็นสบายและเพลิดเพลิน วิธีการก็คือให้ผู้ป่วยใส่แว่นคอมพิวเตอร์ แว่นนี้จะทำให้ผู้ป่วยเห็นภาพเหมือนจริงจากจอคอมพิวเตอร์ราวกับอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ ภาพเหมือนจริงที่ว่าก็คือภาพภูเขาซึ่งปกคลุมไปด้วยหิมะ ใช่แต่เท่านั้น ภาพนั้นยังเคลื่อนไหวขึ้นอยู่กับการควบคุมคันบังคับในมือของผู้ป่วย แว่นนี้สามารถทำให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกราวกับกำลังเล่นสกีหิมะ อยู่ในบรรยากาศที่เย็นเฉียบ

ผลที่เกิดขึ้นก็คือความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนจากแผลไฟไหม้ลดลงไปมาก ยิ่งกว่านั้นแผลยังหายเร็วกว่าปกติ กรณีนี้น่าสนใจก็เพราะว่า สมองของผู้ป่วยยังรับรู้ความเจ็บปวดอยู่ เพราะระบบประสาทยังถ่ายทอดความเจ็บปวดเหมือนเดิม แต่ตัวผู้ป่วยกลับรู้สึกเจ็บปวดน้อยมาก นั่นเป็นเพราะใจของผู้ป่วยไปสนใจกับสิ่งที่น่าเพลิดเพลิน พูดง่าย ๆ คือ ใจไม่มีที่ว่างให้ความเจ็บปวดแทรกเข้ามาได้ จะเรียกว่าจิต 'วาง' ความเจ็บปวดเอาไว้ชั่วคราวก็ได้

การระงับปวดด้วยการแก้ที่ใจ แทนที่จะไปจัดการกับระบบประสาท (หรือมิติทางกายภาพ) เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับการแพทย์แผนใหม่ แม้วิธีระงับปวดด้วยแว่นคอมพิวเตอร์จะแพงและไม่สามารถเอาไปใช้ให้แพร่หลายได้ แต่มันก็มีคุณค่าอย่างมากตรงที่ชี้ว่า สุขภาวะกับจิตใจนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจแยกจากกันได้ ความเกี่ยวโยงนั้นไม่ได้อยู่ตรงที่จิตใจอาจเป็นสาเหตุแห่งความเจ็บป่วยเท่านั้น แม้แต่ความทุกข์จากความเจ็บป่วยก็ยังขึ้นอยู่กับจิตใจด้วย นั่นหมายความว่าถึงจะป่วย (กาย) แต่ไม่ทุกข์ (ใจ) ก็ได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผู้ป่วยมะเร็งเป็นอันมาก มีความสุขมากกว่าคนปกติเสียอีก

ทุกวันนี้มีความเจ็บป่วยมากมายหลายชนิดที่ยังรักษาให้หายไม่ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าแพทย์จะ 'จนตรอก' ยังมีบางสิ่งที่แพทย์ทำได้บางสิ่งที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงการยืดลมหายใจของผู้ป่วยท่ามกลางความทุกข์ทรมาน ที่สำคัญกว่านั้นก็คือช่วยให้เขาไม่ทุกข์ ด้วยการใส่ใจกับจิตใจของเขา หรือสนับสนุนให้เขาสามารถดูแลจิตใจตนเองได้ จนความเจ็บป่วยทางกายทำอะไรเขาไม่ได้.



.............................................................

คัดลอกมาจาก
'สมาคมคนน่ารัก'
http://www.khonnaruk.com/"

ศิลปะแห่งความสุข | ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ศิลปะแห่งความสุข | ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน: "หนังสือ 'ศิลปะแห่งความสุข' แปลจาก The Art of Happiness หนังสืออันโด่งดังไปทั่วโลกของท่านทะไล ลามะ
และนายแพทย์โฮเวิร์ด ซี คัทเลอร์ ผู้แปลคือ วัชรีวรรณ ชัยวรศิลป์ สำนักพิมพ์อีเทอร์นัล อิงค์ เป็นผู้พิมพ์จำหน่ายและในพากย์ไทย
พิมพ์เป็นครั้งที่ ๓ แล้ว ผู้ปรารถนาความสุขควรอ่านหนังสือเล่มนี้โดยทั่วกัน

อนึ่งขอเรียนว่า หนังสือเล่มนี้ได้รับลิขสิทธิ์การแปลและเป็นการแปลจริงๆ ส่วนที่ผมเล่าบนเส้นทางชีวิตจากหนังสือภาษาอังกฤษเล่มเดียวกัน
ที่ใช้หัวเรื่อง 'บนเส้นทางหนังสือ' นั้นเป็นการเล่าจากการอ่าน ไม่ได้แปลทั้งหมด เสริมคำของตนเองบ้าง
และจะไม่รวมพิมพ์เป็นเล่มในชื่อศิลปะแห่งความสุข ให้เป็นการซ้ำซ้อนกับเล่มนี้ แต่คงจะเล่ารวมกับหนังสือเล่มอื่นๆตามหัวเรื่อง 'บนเส้นทางหนังสือ'

มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาความสุข แต่เราไม่ได้เรียนวิชาความสุขมีแต่วิชาอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมากอย่างหนึ่ง
แม้นเรามีความทุกข์เป็นธรรมดาก็จริง แต่เราสามารถฝึกตัวเองให้มีความสุข ทุกคนควรจะได้ฝึกตนเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญสร้างความสุข
และเป็นครูสอนให้คนอื่นสร้างความสุขเป็น เราต้องทำมาหากินเป็นธรรมดา เพื่อยังชีพ แต่ชีพยังต้องการความสุขที่แท้จริงอันไม่ใช้เงินด้วย

ในโอกาสขึ้นปีใหม่นี้ ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านพบศิลปะแห่งความสุขและช่วยให้เพื่อนมนุษย์ได้พบศิลปะแห่งความสุข"

เป็นโรคก็สุขภาพดีได้ | ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน

เป็นโรคก็สุขภาพดีได้ | ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน: "เมื่อก่อนเราเคยเชื่อว่าสุขภาพดีคือการไม่มีโรค การมีโรคคือสุขภาพไม่ดี แต่ระยะหลังเรารู้ว่าคนที่ไม่มีโรคก็สุขภาพไม่ดีได้ เช่น ตรวจเท่าไรก็หาโรคไม่เจอ แต่ก็ไม่มีสุขภาวะเลย แต่คนบางคนที่เป็นโรคก็มีสุขภาพดี เช่น เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน เมื่อควบคุมให้อยู่ในสภาวะสมดุลก็สุขสบายดีเหมือนคนปกติทั้งๆที่โรคนั้นๆ ก็ยังอยู่

ฉะนั้น คงจะต้องนิยามคำว่าสุขภาพกันใหม่
เมื่อก่อนเอา 'โรค' เป็นตัวตั้ง แล้วก็ปรากฏว่ามันไม่จริงไปเสียทั้งหมด ดังกล่าวข้างต้น

ถ้าเราเอาตัว 'ดุลยภาพ' หรือสภาวะสมดุลเป็นคำอธิบายน่าจะครอบคลุมได้กว้างขวางกว่าและมีประโยชน์เพื่อการปฏิบัติมากกว่า ถ้ามีความสมดุลของ กาย-จิต-สังคม-สิ่งแวดล้อม เราก็สบายดี
ความไม่สบายทุกชนิดเกิดจากการเสียดุลยภาพ

ฉะนั้น เมื่อหาโรคทางกายไม่เจอ แต่จิตเสียดุลเป็นอย่างยิ่ง สุขภาพก็ไม่ดีเลย โดยนัยนี้คนเป็นมะเร็งก็สุขภาพดีได้ ถ้ารักษาดุลยภาพได้ ยิ่งกว่านั้นคนเป็นมะเร็งบางคนมีความสุขยิ่งกว่าคนไม่เป็นเสียอีกก็มี
คนเป็นอัมพาตควรจะมีทุกขภาวะอย่างยิ่ง แต่คนเป็นอัมพาตบางคนก็มีความสุขอย่างยิ่ง ดังตัวอย่างเรื่องในฉบับนี้ คุณเบญจวรรณ อรุณสาธิต เป็นอัมพาตจากอุบัติเหตุรถยนต์ แต่มีความสุขจากการเป็นอาสาสมัครที่วิทยาลัยราชสุดา

การเป็นอาสาสมัครทำให้สุขภาพดี
การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ การทำเรื่องดีๆ การทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ ทำให้สุขภาพดี

คนที่เป็นโรคอะไร อย่าไปท้อใจว่าจะต้องสุขภาพไม่ดี เพราะคนเป็นโรคก็สุขภาพดีได้ ถ้าดูแลรักษาดุลยภาพในร่างกาย และเพิ่มความสุขทางจิตใจจากการทำเรื่องดีๆ จากการทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ เราต้องช่วยกันสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศแห่งความดี"

คุณหน่อย : แม้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังก็ยังมีพลังทำงาน | ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน

คุณหน่อย : แม้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังก็ยังมีพลังทำงาน | ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน: "'ฉันและสามี เดินทางไปกราบหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ วัดภูเขาทอง ตำบลท่ามะไฟหวาน อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ท่านมีเมตตามาก ท่านว่า เป็นโรคไตรึ เรื่องไตเรื่องเล็ก ใจซิเรื่องใหญ่...'

นี่คือข้อความตอนหนึ่งในหนังสือชื่อ 'ช่วยหน่อยเปลี่ยนไต : บันทึกเหนือทุกข์เหนือสุข' ซึ่งเป็นบันทึกเรื่องราวการเอาชนะโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ของหญิงแกร่งผู้อุทิศตนเพื่อการอนุรักษ์ป่าและธรรมชาติ ที่ชื่อว่า 'อาริยา โมราษฎร์' หรือ 'คุณหน่อย'Ž

ผมได้พบคุณหน่อยและคู่ชีวิตร่วมอุดมการณ์ (คุณเข็มทอง โมราษฎร์ หรือคุณจืด) ซึ่งเป็นผู้นำกิจกรรมค่าย 'การเรียนรู้ธรรมชาติเพื่อเข้าใจคุณค่าของชีวิต' ของนักศึกษาแพทย์ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมาดังที่เคยเล่าไว้ในฉบับที่แล้ว

ก่อนได้พบคุณหน่อยเพียงไม่กี่ชั่วโมง ผมได้รับมอบหนังสือเล่มนี้จาก คุณหมอศิรดา ภูริวัฒนพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อนสนิทของคุณหน่อยเป็นของขวัญปีใหม่

เมื่อได้ของขวัญน่าสนใจยิ่งชิ้นนี้ ผมก็พลิกอ่านดูทันที ได้มองเห็นภาพชีวิตของคุณหน่อย ที่มีจิตใจมุ่งมั่นทำงานเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ มาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จนเมื่อจบแล้วก็ทำงานด้านนี้อย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับคุณจืด (ผู้จบด้านจิตรกรรม เป็นนักวาดภาพ นักถ่ายภาพ นักเล่าเรื่อง นักจัดกิจกรรมค่าย) จัดตั้งโรงเรียนเด็กรักป่าที่จังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ซึ่งต่อมาได้ขยายเป็น 'ศูนย์ศิลปะธรรมชาติเด็กรักป่า' นำเด็กๆ เดินป่าเรียนรู้ธรรมชาติ ฝึกวาดภาพ บันทึกในสมุดบันทึก ปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการรักป่า ต่อมาได้ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ทุกกลุ่มวัยและอาชีพที่สนใจในกิจกรรมเดินป่าเรียนรู้ธรรมชาติ รวมทั้งชาวต่างประเทศ (เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์)

อยู่ๆ ในปี พ.ศ.2542 คุณหน่อย (ในวัย 35 ปี) ก็ล้มป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายโดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บป่วยแล้ว คุณหน่อยเขียนว่า 'กลางปี 2542 ฉันอยู่ในภาวะหมดหวัง หมดกำลังใจในชีวิตการงาน อนาคตเหมือนกำลังเดินไปสู่วาระสุดท้ายของตนเอง' ช่วงนี้เองที่คุณหน่อยได้เดินทางไปเพิ่มพลังใจด้วยการฝึกปฏิบัติธรรมที่วัดภูเขาทอง

หลังจากรับการรักษาด้วยการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมสัปดาห์ละ 2 วันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 และรับการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ในปี พ.ศ.2546 สุขภาพของคุณหน่อยก็ค่อยๆ แข็งแรงขึ้น สามารถทำกิจกรรมเพื่อสังคมได้เป็นปกติ จนได้รับรางวัลด้านรักษาสิ่งแวดล้อมจากหลายหน่วยงาน

ภาพประทับใจจากการอ่านบันทึกของคุณหน่อย ทำให้รู้สึกชื่นชมยินดีที่ได้พบและพูดคุยกับคุณหน่อยในช่วงต่อมา คุณหน่อยดูแข็งแรงคล่องแคล่ว ยิ้มง่าย อารมณ์ดี เธอเล่าให้ฟังว่าเพิ่งกลับจากการประชุมร่วมกับแพทย์และทีมงานโรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์ ผู้ให้การดูแลคุณหน่อยตลอดมา ทางโรงพยาบาลกำลังเตรียมจัดกลุ่มมิตรภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จึงชวนให้คุณหน่อยมาร่วมเป็นแกนนำในกิจกรรมนี้

ทั้งคุณหน่อยและคุณจืด (คู่ชีวิตผู้ดูแลให้กำลังใจคุณหน่อยอย่างอบอุ่นมาตลอด) ยังเล่าให้ฟังว่าหลังผ่าตัดปลูกถ่ายไต คุณหน่อยยังเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอีกหลายครั้ง ครั้งหลังสุดเมื่อต้นปี พ.ศ.2551 เข้ารับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นแรมเดือน ด้วยภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาโรคไต ได้แก่ การเกิดถุงหนองที่ไตและกระดูกเข่าแตกร้าว เพราะภาวะกระดูกพรุนอันเกิดจากยา ขณะนอนพักอยู่ในโรงพยาบาล คุณหน่อยฆ่าเวลาให้เพลิดเพลินด้วยการวาดภาพ รวมทั้งสิ้น 70 ภาพ และได้จัดพิมพ์เป็นเล่มออกมาเผยแพร่

คุณจืดเล่าว่า 'ศูนย์ศึกษาศิลปะธรรมชาติเด็กรักป่า' ที่เขาและคุณหน่อยจัดตั้งขึ้นมานั้นในช่วงหลังยังได้จัดกิจกรรมร่วมกับทางโรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ เช่น นำเด็กพิการทางสมอง (เช่น โรคดาวน์ซินโดรม) มาปีนเถาวัลย์ โหนต้นไม้ที่ศูนย์ฯ ของเขา ช่วยพัฒนาทักษะการใช้มือและการเคลื่อนไหว

เมื่อไม่นานมานี้ ทางศูนย์ได้นำผู้ติดเชื้อเอชไอวีจำนวน 20 คน มาฝึกถ่ายภาพ แล้วมอบหมายให้ทุกคนนำกล้องกลับไปบ้านถ่ายภาพกิจกรรมในชุมชน เป็นกลอุบายให้ผู้ป่วยกล้าออกสู่สังคม และสร้างความภูมิใจในตนด้วยการนำภาพถ่ายมาแสดงในงานวันเอดส์โลกของจังหวัด

ท่านที่สนใจหนังสือชื่อ 'ช่วยหน่อยเปลี่ยนไต : บันทึกเหนือทุกข์เหนือสุข' หรือกิจกรรมของ 'ศูนย์ศึกษาศิลปะธรรมชาติเด็กรักป่า' สามารถติดต่อไปที่คุณอาริยา โมราษฎร์ ตู้ ป.ณ. 123 อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000"

กายพิการ ใจไม่พิการ | ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน

กายพิการ ใจไม่พิการ | ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน: "หมอชาวบ้านฉบับนี้ได้นำเสนอเรื่องราวของคุณเบญจวรรณ อรุณสาธิต ผู้พิการจากการประสบอุบัติเหตุ ที่มีจิตใจแข็งแกร่ง สามารถยืนหยัดดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าต่อตัวเองและผู้อื่นอันน่ายกย่องยิ่ง

ในปัจจุบัน มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ร่างกายพิการเนื่องจากความผิดปกติมาแต่กำเนิด หรือจากการเจ็บป่วย (ที่พบได้บ่อยก็คือโรคอัมพาตครึ่งซีกในคนวัยกลางคนขึ้นไป เบาหวานที่ต้องตัดขา) หรือจากอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บ (ที่พบบ่อยก็คือขา 2 ข้างเป็นอัมพาตจากไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ แขนขาขาด)

ผู้ที่เคยแข็งแรงดี อยู่ๆเคลื่อนไหวทำอะไรเองไม่ได้ ย่อมเกิดความทุกข์ กระทบต่อการประกอบอาชีพ รายได้ เป็นภาระแก่ครอบครัว มักจะมีแต่ความท้อแท้ สิ้นหวัง อมทุกข์ คือจิตใจพิการตามไปด้วย
แต่ถ้ามีจิตใจเข้มแข็ง ก็สามารถปรับตัวดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า และมีความสุขไม่แพ้คนปกติทั่วไปได้
ผู้พิการนอกจากต้องการการดูแลช่วยเหลือทางร่างกายแล้ว เหนือกว่านั้นคือต้องการการดูแลฟื้นฟูจิตใจเป็นสำคัญ

คุณวิมล เลาหภิชาติชัย หมออนามัยแห่งสถานีอนามัยตำบลแคตก อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่หมอชาวบ้านได้สัมภาษณ์ลงฉบับที่แล้วได้เล่าถึงการช่วยเหลือผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกรายหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถทำงานได้เช่นปกติ วันๆ นั่งๆ นอนๆ อยู่แต่ในบ้าน ภรรยาต้องออกไปทำงานรับจ้างหาเงินจุนเจือครอบครัว ไม่มีเวลาและไม่ได้สนใจดูแลผู้ป่วย ผู้ป่วยมีความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง เคยคิดฆ่าตัวตาย

ต่อมาหมออนามัยท่านนี้ได้มาเยี่ยมบ้าน พูดคุยรับฟังปัญหาและให้กำลังใจผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ไม่นานผู้ป่วยก็ให้ความศรัทธาไว้ใจ ยอมรับการปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูร่างกาย นอกจากนี้ยังได้ให้กำลังใจภรรยา แนะนำให้ภรรยาหาเวลาพูดคุยให้กำลังใจผู้ป่วย และสอนให้ภรรยานวดผู้ป่วย

ครั้งแรกที่ภรรยาลงมือนวดให้ผู้ป่วย ผู้ป่วยรู้สึกปีติจนน้ำตาไหล และปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าซึ่งได้หายไปนานปีแล้ว ไม่นานผู้ป่วยก็สามารถลุกขึ้นเดิน ช่วยตัวเองได้ดีขึ้น สามารถเดินมาหาหมอที่สถานีอนามัย ทำหน้าที่หุงหาอาหารให้ภรรยาที่ออกไปทำงานนอกบ้านได้ ช่วยซักผ้า ถูบ้าน ล้างจาน ชีวิตครอบครัวมีความอบอุ่นขึ้น ขณะเดียวกันหมออนามัยก็ได้ชักชวนเพื่อนบ้านให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ป่วย เช่น จัดหารถเข็นและอุปกรณ์ในการฟื้นฟูผู้ป่วย ทุกวันนี้ผู้ป่วยสามารถรับจ้างเลี้ยงเด็กที่เพื่อนบ้านฝากให้เลี้ยงได้

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมมีโอกาสไปเยี่ยมมิตรอาวุโสท่านหนึ่งที่นอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล มีอาการเป็นอัมพาตครึ่งซีกมา 2-3 ปี เดินไม่ได้ ไปไหนมาไหนต้องนั่งรถเข็น ภรรยาผู้ป่วยปรับทุกข์กับผมว่า หลายปีมานี้ผู้ป่วยวันๆ จมอยู่กับกองทุกข์ มีแต่ความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า เป็นภาระแก่ครอบครัว อยากทำลายตัวเองให้ตายจากโลกนี้ จนต้องให้จิตแพทย์รักษาอาการซึมเศร้า

ผมได้พูดคุยให้กำลังใจผู้ป่วย ท่อง 'คาถาเยี่ยมไข้'* ให้เขาฟัง และเขียนมอบให้เขาไว้อ่านพร้อมกับแนะนำวิธีเจริญสติ (สร้างความรู้ตัว) โดยการยกมือขึ้นลง หรือกำ-แบมือ ข้างที่ยังใช้การได้ หรือตามลมหายใจเข้าออก ให้ทำบ่อยๆ ทุกวัน

ต่อมาทราบข่าวจากภรรยาของผู้ป่วยว่า หลังจากกลับไปอยู่บ้าน ผู้ป่วยหมั่นเจริญสติตามที่แนะนำ มีอารมณ์แจ่มใสขึ้น ชวนให้พานั่งรถเข็นออกเล่นนอกบ้าน และเริ่มลงมือเขียนหนังสือ ซึ่งเป็นงานที่ชอบและถนัดอยู่แต่เดิมที

การที่ผมคิดแนะนำมิตรอาวุโสท่านนี้เจริญสติ (สร้างความรู้ตัวอยู่ที่การเคลื่อนไหวร่างกาย) เหตุหนึ่งก็สืบเนื่องมาจากเคยได้ยินได้อ่านเรื่องราวของอาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ผู้พิการที่เป็นนักเผยแพร่ธรรมในยุคปัจจุบันที่เน้นการเจริญสติในชีวิตประจำวัน โดยการสร้างความรู้ตัว (สติ) อยู่ที่การเคลื่อนไหวร่างกาย

อาจารย์กำพล เคยเป็นครูสอนวิชาพลศึกษาปัจจุบัน อายุ 52 ปี เมื่ออายุ 24 ปี เกิดอุบัติเหตุ กระดูกคอซี่ที่ 5 แตก ทำลายไขสันหลัง ทำให้ขา 2 ข้างเป็นอัมพาต แขน 2 ข้างอ่อนแรงเคลื่อนไหวลำบากและมีอาการชาตั้งแต่ระดับคอลงมาทั้งตัว

หลังจากร่างกายพิการ อาจารย์กำพลได้อ่านหนังสือธรรมะอยู่ 16 ปี ก็ยังไม่หายทุกข์ ต่อมาได้เรียนรู้เคล็ดการเจริญสติจากหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ (พระครูบรรพตสุวรรณกิจ) แห่งวัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งสอนการเคลื่อนไหวมือตามแนวทางหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ หลังจากได้นอนฝึกอยู่ 1 เดือน ก็พบความสว่าง เกิดสติปัญญา หายทุกข์ (ลาออกจากความทุกข์) มีจิตสดใส ร่าเริงเบิกบาน และกล่าวว่า 'ขอบคุณความทุกข์ ขอบคุณความพิการ ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น'
Ž
ท่านที่สนใจเรื่องราวของผู้พิการนักปฏิบัติและเผยแพร่ธรรมท่านนี้ แนะนำให้อ่านหนังสือชื่อ 'จิตสดใสแม้กายพิการ' โดยอาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม

* กาพย์บทนี้ ผมแต่งขึ้นเองไว้เยี่ยมไข้ผู้ที่รู้จัก มีข้อความดังนี้
'วิกฤติคือโอกาส โรคาพาธคือบทเรียน
สังขารย่อมแปรเปลี่ยน มองให้เห็นเป็นธรรมดา
จงตั้งสติมั่น อย่าครั่นคร้ามสิ่งตามมา
โรคกายพึงรักษา ตามมรรคาอันว่าดี
ภาระปัจจุบัน จงหมั่นเจริญสติ
พยุงใจให้ดีดี ทุกนาทีสุขีจัง'"

การทำบุญ ทำบุญบำบัดป่วย

บทความ การทำบุญ ทำบุญบำบัดป่วย: "บุญคืออะไร ..ท่านพระครูสุจินต์วรคุณ เจ้าคณะตำบลศรีดอนชัย เขต 1 จังหวัดเชียงราย จึงได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า บุญคือความปลอดโปร่งโล่งสบายของใจ และความปลื้มปีติอิ่มเต็มในความรู้สึก โดยตามหลักพุทธศาสนา บุญสามารถเกิดขึ้นได้สามทางด้วยกันดังนี้ คือ

การให้ทาน การให้ (ให้โอกาส ทุนทรัพย์ สิ่งของ กำลังใจ ความช่วยเหลือ ฯลฯ) ด้วยความตั้งใจบริสุทธิ์ไม่หวังสิ่งตอบแทน เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ให้ได้บุญ ยิ่งถ้าทั้งผู้รับและผู้ให้มีใจบริสุทธิ์ทั้งคู่ ก็จะยิ่งได้อานิสงส์

การถือศีล ศีลเป็นเหมือนกฎหมายที่คอยควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา และใจของเราให้อยู่ในกรอบเกณฑ์แห่งความดี การรักษาศีลทั้งห้าข้อให้บริษสุทธิ์ สามารถทำให้ร่างกายอิ่มเอิบเป็นสุข รู้สึกจิตใจสะอาด และได้บุญ

การเจริญภาวนา การทำใจให้รู้เท่าทันปัจจุบัน ขณะมีสติ มีสมาธิในการคิดตรึกตรองกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างรอบคอบและไม่ประมาท (วิธีภาวนาให้เกิดความเจริญงอกงามทางใจตามหลักพุทธศาสนา มี 3 เรื่องด้วยกันคือ การศึกษาศิลปวิทยาการต่างๆ ที่ส่งเสริมความฉลาดของตน การทำงานที่สุจริตด้วยเหตุผลอย่างตั้งใจอุทิศตนเต็มที่ และการรู้จักหาวิธีสงบใจไม่ให้ฟุ้งซ่านเพื่อลดความยึดมั่นถือมั่นใจตัว) ก็ทำให้ผู้ปฎิบัติได้บุญเช่นเดียวกัน

ในทางศาสนา 'บุญ' เป็นเหมือนยาทิพย์ที่แม้จะไม่ช่วยรักษาอาการของโรคทางกายต่างๆ ให้หายได้ทันทันที แต่ก็สามารถบำบัดความป่วยไข้ได้ แล้วในทางการแพทย์สมัยปัจจุบันล่ะ คุณหมอจะว่าอย่างไร

บุญช่วยกาย

แพทย์หญิงอมรา มลิลา คุณหมอนักปฎิบัติธรรมจากชมรมพุทธธรรมจุฬา กรุณาตอบคำถามชวนสงสัยของพิมพ์พลอยให้ฟังว่า การทำบุญทั้งสามประเภทคือ การให้ทาน การถือศีล การเจริญภาวนา มีส่วนช่วยให้โรคภัยไข้เจ็บที่ผู้ป่วยเผชิญอยู่มีอาการดีขึ้นจริง กล่าวคือ

'เดี๋ยวนี้มีองค์ความรู้ที่เรียกว่าโรคนามรูป คือใจที่เครียดเป็นกังวลจะทำให้ร่างกายของเราวิปริตแปรปรวน โรคชนิดนี้รักษายังไงก็ไม่หายจะมีแต่ทรงกับทรุด แต่พอได้รักษาด้วยการทำบุญ จิตใจจะเบิกบาน ได้ปิติอิ่มเอิบ อาการเจ็บป่วยจะดีขึ้น ซึ่งตรงนี้เองที่คนส่วนใหญ่เรียกว่าหายป่วยด้วยปาฎิหาริย์ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เขาหายเพราะใจสงบหรือเรียกง่ายๆ ว่า ทำบุญนั่นเอง เพราะในขณะที่เราทำบุญ เช่น การให้ทาน เป็นต้น ใจของเราจะเกิดความเมตตา มีความสบายใจ หรือที่เราเรียกว่าเกิดความปิติอิ่มเอมใจขึ้นในทันที ทำให้สมองส่วนไฮโปธาลามัส (Hypothalamus) และต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) หลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข หรือเอ็นโดรฟิน (Endorphin) ออกมา ส่งผลให้หลอดเลือดแดงขยายตัวได้ดีขึ้น ปริมาณแล็คเตสในเลือดลดต่ำลง (ทำให้ความวิตกกังวลน้อยลง) ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานช้าลง'

'ที่สำคัญยังทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิชีวิต ซึ่งทำหน้าที่คอยป้องกันและตรวจจับสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเช่น ไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อมะเร็ง เป็นต้น มีการเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกาย (Immune system) ของเราแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทำให้ความเจ็บปวดทางกายลดน้อยลง และหายจากโรคร้ายได้เร็วขึ้น'

เช่นเดียวกับการทำบุญด้วย การถือศีล นั่งสมาธิเจริญวิปัสสนา ก็ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดผลดีต่อสุขภาพกาย เช่นเดียวกัน ดังที่คุณหมออมราได้อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า

'จากการศึกษาระบบการเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในร่างกายพบว่า การนั่งสมาธิช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง จากประมาณ 75 -100 ครั้ง/นาที เหลือเพียง 65 ครั้ง/นาทีหรือน้อยกว่านั้น การหายใจช้าลงจะทำให้การหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลิน (Adrenaline) (ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการกระตุ้นไกลโคเจนในตับให้สลายตัวเป็นกลูโคส ทำให้ระดับกลูโคสในเลือดเพิ่มสูงขึ้น กระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วขึ้นทำให้ กระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกายเพิ่มขึ้นมากขึ้น) ในร่างกายของเราลดลง'

'ส่งผลให้คลื่นสมองมีการเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ เกิดเป็นความนิ่งสงบ ความเครียดความดันโลหิตลดลง อีกทั้งยังทำให้ผนังของถุงลมและหลอดเลือดฝอยในปอดมีการแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ดีขึ้น ร่างกายมีเวลาในการใช้ออกซิเจนเพื่อเผาผลาญพลังงานมากขึ้น และถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากกว่าภาวะที่เราหายใจปกติ และช่วยให้กล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อลายซึ่งทำงานภายใต้การควบคุมของจิตใจ และใช้ในการขยับเคลื่อนไหวกระดูกในร่างกาย เกิดการคลายตัว ทำให้หายเกร็ง'

คุณหมออมรายังกล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้คนที่ป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคหืด โรคเครียด หรือแม้กระทั่งมะเร็ง ควรทำบุญเพราะจะสามารถทำให้อาการของโรคทุเลาลงได้

บุญช่วยใจ

สอดคล้องกับที่ท่านพระครูสุจินต์วรคุณ บอกไว้เช่นกันว่า 'ถ้าพูดถึงความป่วยทางใจ จะรุนแรงกว่าป่วยกาย เพราะถ้าใจเราป่วยก็จะส่งผลมาถึงกายได้ เช่น คนที่ร่างกายแข็งแรงดี แต่ถ้าไม่สบายใจก็จะรู้สึกว่าตัวเองป่วยไม่อยากกินข้าวดื่มน้ำ ซึ่งที่สุดก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายโดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้ คนที่ทำบุญจึงรู้สึกสบาย เพราะเวลาที่เราทำบุญก็จะส่งผลให้จิตดี แล้วก็เหมือนกายดีไปด้วย นี่คือเหตุผลว่าทำไปไปทำบุญแล้วสุขภาพร่างกายเราถึงดีขึ้น โรคภัยไข้เจ็บทุเลา ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้หมายความว่าเราทำบุญแล้วความป่วยไข้ที่เป็นอยู่จะหายไปนะ มันอาจจะยังอยู่ แต่อาจจะทำให้เราเจ็บปวดน้อยลง'

นอกจากนี้ ท่านพระครูสุจินต์วรคุณยังบอกอีกว่า หากอยากให้อานิสงส์ของบุญส่งผลสูงสุด ควรทำบุญให้ครบทั้งสามอย่างดังกล่าว เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วย เพราะจะยิ่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันทางใจ อันจะนำไปสู่กายที่เข้มแข็งได้ในเร็ววัน"